วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563

'บิ๊กตู่'ยันไม่ลาออกหนีปัญหา แฉส.ส.กรีดแขนมีเบื้องหลัง

 เมื่อวันที่ 27 ต.ค.63 ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวปิดท้ายการประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ เพื่อขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่มีการลงมติว่า หลายอย่างที่ตนได้ฟังในสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่พวกท่านบอกว่าไม่ค่อยเห็นชอบกับตนในหลายเรื่อง มีการพูดโจมตีตนตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา และตนทราบดีว่านั่นเป็นการทำงานของพวกท่าน ตนรับได้ และตนได้ฟังมาเรื่องต่าง ๆ อาทิ เรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลขต่าง ๆ ที่พวกท่านกล่าวอ้างเป็นสิ่งที่บิดเบือน ไม่ใช่ความจริง รัฐบาลได้พยายามชี้แจงตัวเลขที่ถูกต้อง ส่วนการที่บอกว่ามีประชาชนยากจนมากขึ้นนั้น ที่จริงการขึ้นบัญชีทะเบียนคนจนเป็นการใช้ข้อมูลจากบิ๊กดาต้า ตัวเลขที่ถูกส่งมาในรัฐบาลของตนนั้นก็เป็นตัวเลขที่มาจากรัฐบาลชุดก่อน ๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องมีมาตรการออกมาดูแลคนกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีการดำรงชีวิตที่ดี มีอาหารการกินเพียงพอ ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในโครงการต่าง ๆ มีการปรับเปลี่ยนการทำเกษตรกรรมโดยใช้พื้นที่ทำการเกษตรอย่างเหมาะสม


นายกฯ กล่าวต่อว่า ที่กล่าวหาว่าตนต้องลาออก เพราะบริหารประเทศล้มเหลว ขอถามว่า หากย้อนไปปี 2549-2557 มีการชุมนุม ถามว่ามีทางออกหรือไม่ อย่าลืม ส่วนการชุมนุมตนรักลูกหลานทุกคน ตนรักเด็ก นิสิตเป็นพลังแผ่นดินในวันข้างหน้า แต่เราควรสร้างความเข้าใจกันได้หรือไม่ ควรมีการชี้นำกันที่ถูกต้อง สงบ ตนยอมรับฟังเสียงของทุกคน มีทั้งทำได้ทำไม่ได้ สำหรับการที่ท่านสมาชิกบอกว่า มีการใช้สื่อโซเชียลขับเคลื่อนนั้น ตนในฐานะรมว.กลาโหม มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตาม ทราบว่า การแจ้งข้อความต่าง ๆ มีคนโพสต์ครั้งแรก 200 คน จากนั้นไม่กี่นาทีเพิ่มเป็น 50,000 คน จากแอคเคานท์เดิม ตนก็ไม่ทราบว่า ใช้เทคโนโลยีอะไร ตัวเลขที่ออกมาจากระยะที่ 1 2 3 เท่ากันหมด มีเครือข่ายหรือไม่ ตนไม่แน่ใจ อีกทั้งมีการใช้ระบบเอไอในการโพสต์ข้อมูลต่าง ๆ หรือไม่ ตนก็แจ้งเพื่อทราบ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบได้ไม่ได้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลใด ๆ การที่จะบอกว่ารัฐบาลปิดกั้น ตนไม่ปิดกั้น แต่ถ้าละเมิดจนเกินไปไม่สุภาพตนคิดว่าสังคมรับไม่ได้ สุดท้ายตนขอขอบคุณสมาชิกรัฐสภาที่ช่วยหาทางออกให้รัฐบาล ตนห่วงประเทศชาติของเราเหมือนที่ทุกท่านเป็นห่วงว่าจะเป็นอย่างไร จะเดินไปทางไหน


พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับการควบคุมสถานการณ์โรคโควิด-19 ประเทศไทยเป็นศูนย์แห่งการท่องเที่ยว วันนี้เราเปิดประเทศได้แล้วแต่เปิดโดยใช้ความระมัดระวัง วันนี้มีคนต้องการเข้าประเทศไทยอีกเป็นพันเป็นหมื่นราย เราจำเป็นต้องจัดเที่ยวบินมีการเจรจากับประเทศที่มีความเสี่ยงน้อย ความสำเร็จนี้คนไทยช่วยกันสร้างช่วยกันประคับประคองประเทศได้ แต่จากการชุมนุมในกรุงเทพฯ ตนไม่โทษเขา แต่มีอะไรหรือเปล่าตนไม่ทราบ แต่หลายคนอาจจะทราบ สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังขับเคลื่อนในการสร้างความเชื่อมั่น วันนี้เรามีมาตรการผ่อนคลายอีกหลายอย่าง วันนี้ถ้าท่านไม่ฟังท่านก็ไม่เข้าใจ โจมตีรัฐบาลอยู่ร่ำไป แต่ตนรับได้ เรื่องนี้นำมาสู่ความแตกแยกในสังคมโดยเฉพาะสถาบันครอบครัว


นอกจากนี้ กลุ่มที่ถูกชักชวนในโลกโซเชียลมีเดีย ทุกวันนี้มีกลุ่มจับอุปนิสัยของกลุ่มคนเปราะบางเหล่านั้น เขาจับกลุ่มทั้งหมดว่านิสัยคนเสพกลุ่มโซเชียลมีเดียเป็นอย่างไรจนรู้จักนิสัย จนทำให้กลุ่มเป้าหมายนำไปใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางของเรา ให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามที่อีกฝ่ายต้องการ ท่านอ่านได้ โพสต์ได้ ฟังได้ แต่อย่าเชื่อทุกอย่างที่เห็นที่ฟัง ท่านต้องมีสติปัญญาของท่านเองในการรับข้อมูล ขอประชาชนสนใจเรื่องเหล่านี้ ซึ่งสังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ เพื่อที่จะเข้าใจว่ากลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนำคนกลุ่มเปราะบางไปปรุงแต่งความคิดได้เสมอ ซึ่งไม่คุ้ม เราจะเสียใจต่อการกระทำในวันข้างหน้า จึงให้ระวังข้อมูลในการเผยแพร่ไปต่างประเทศ ทั้งนี้ ตนได้รับข้อมูลจากนักข่าวที่อยู่ข้างล่างว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นั้น มีเบื้องหลังพอสมควร ขอให้ติดตามดูก็แล้วกัน เขาบอกว่า มีการเตรียมกันไว้แล้วจะมีช็อตเด็ด ให้เลือดตกยางออก เพื่อให้แพร่ไปสู่เวทีโลก ทั้งนี้ ตนก็เสียใจกับเหตุการณ์นั้น เพราะไม่เคยเกิดขึ้นในสภามาก่อน


นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนยินดีร่วมมือในการแก้ปัญหา แต่เราต้องไม่ลิดรอนสิทธิของคนอื่น ตนเห็นด้วยกับแนวทางตั้งคณะกรรมการ เพื่อนำไปสู่แนวทางพูดคุยหาทางออกกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐบาล รัฐสภา ผู้เห็นต่าง หรือกลุ่มใดก็แล้วแต่ ซึ่งต้องนำสู่การปฏิบัติให้ได้ ก็ไปหามาว่าจะหาใครมาร่วม ตนก็กังวลว่าจะเจรจาคุยกับใคร ใครเป็นหัวหน้า เพราะทุกคนเป็นหัวหน้าหมด ข้อเรียกร้องใดพิสูจน์ได้ว่าเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ในประเทศ ตนขอสงวนสิทธิ ส่วนการลาออกการแก้รัฐธรรมนูญอยู่ในขั้นตอนของรัฐสภาอยู่แล้ว ตนไม่เคยยึดติดกับตำแหน่ง ต้องไปถามคนร่างรัฐธรรมนูญ ตนไม่ได้เป็นคนร่าง บางครั้งท่านก็พูดด้วยอารมณ์ของท่านไปบ้าง ก็มาไล่ตนทุกวันก็ให้ความเป็นธรรมกับตนบ้าง ตนจะไม่ตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพื่อหนีปัญหา เหมือนที่บางคนเคยทำ และตนจะไม่ละทิ้งหน้าที่ด้วยการลาออก ยามที่บ้านเมืองมีปัญหา ตนจะยังแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ต้องได้รับการแก้ไขอยู่ หลายคนบอกรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย ตนขอถามว่า ถนน รถราง และรถไฟฟ้า เกิดขึ้นมากแค่ไหน ทั้งนี้ ตนไม่ใช่คนที่ฟังคนเพ็ดทูลอย่างเดียว ใครมาทำแบบนั้น ตนด่าไล่กลับทุกคน เพราะตนอ่านเองได้ และตนไม่ได้บริหารงานอยู่บนหอคอยงาช้างอย่างที่พวกท่านคิด เรื่องรัฐธรรมนูญ ตนก็มีจุดยืนอยู่แล้ว


"การได้ชัยชนะกันท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเมือง ผมถามว่าคุ้มค่าหรือไม่ จะไม่เหลืออะไรอีกเลย สิ่งที่ท่านคาดหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงดุลแห่งอำนาจ ก็จะไม่เหลือให้ท่านแม้แต่น้อยนิด กรรมใดใครก่อก็รับไป จะทำบุญทำกุศล ก็ไม่มีใครช่วยได้ ผมจะปฏิบัติหน้าที่อยู่ต่อไปจนกว่าจะไม่มีโอกาสได้ทำ ชัดไหมครับ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว


จากนั้นเวลา 21.30 น. นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ลุกขึ้นประท้วง นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ที่ปล่อยให้นายกฯพูดใส่ร้ายป้ายสีผู้ชุมนุม โดยบอกว่าเอาต่างชาติมาเกี่ยวข้อง การกล่าวหาผู้ชุมนุมอย่างนี้ ท่านมีหลักฐานอะไร ขอให้เอามาแสดง เพราะไม่เป็นธรรมกับผู้ชุมนุม แล้วอย่าชี้หน้า ทำให้นายกฯ สวนกลับว่า “ผมไม่อยากตอบโต้ ขอโทษครับ ผมไม่ยุ่งกับท่านดีกว่า” ทำให้นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ลุกขึ้นประท้วงนางอมรัตน์ แต่นายชวนขอวินิจฉัยเองว่า การประท้วงไม่มีอะไรผิดข้อบังคับ แต่นางอมรัตน์ยังคงเรียกร้องให้นายกฯ ถอนคำพูดที่กล่าวหาว่า ต่างชาติเกี่ยวข้องกับม็อบมา เพราะไม่เป็นธรรมกับผู้ชุมนุม ทำให้นายชวน กล่าวว่า ถ้าพูดไม่ฟังก็ขออนุญาตปิดเสียง พร้อมกล่าวว่า นายกฯ ไม่ได้มีอะไรผิด


นายชวน กล่าวในตอนท้ายว่า ขอบคุณที่ให้ความสนับสนุนเปิดสมัยวิสามัญ ถ้าส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ตนก็จะไม่ขอไปที่นายกฯ แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือเมื่อเราทำหนังสือแจ้งไปยังนายกฯ ความจริงท่านอาจจะบอกเห็นด้วย แต่ให้เราเข้าชื่อกัน ตนไม่แน่ใจว่า เราจะหาชื่อทันหรือไม่ ดังนั้น ต้องขอบคุณนายกฯที่รับไปเอง และมาตรา 165 คือการฟังความคิดเห็นในกรณีที่เป็นการบริหารแผ่นดินที่สำคัญ ความเห็นที่ออกมาทั้งหมดบางอย่างก็ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง แต่ถ้าเราระลึกว่าความเห็นนั้น ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรงในทำนองประทุษร้ายกันในสภานี้ก็จะเป็นที่ที่เราหาข้อยุติบางอย่างได้ และที่มาทั้งหมดที่เราต้องทำเรื่องนี้ไม่ใช่เพราะเราเป็นผู้กังวลฝ่ายเดียว คนที่กังวลมากกว่าเราคือประชาชน 


นายชวน กล่าวยด้วยว่า ตนเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกที่เสนอความเห็นมาจากความลำบากใจ และทุกข์ใจของประชาชนที่ไม่รู้ว่าประเทศจะไปทางไหน เราได้ยินคำถามเหมือนที่ตนได้ยินว่า บ้านเมืองจะไปอย่างไร ไม่มีใครตอบอะไรได้เชียวหรือ ดังนั้น สภาต้องหาทางออกที่บรรเทา ตนไม่เคยใช้คำว่าเราแก้ปัญหาทั้งหมด แต่เราจะลดปัญหาลงระดับหนึ่ง ส่วนข้อเสนอที่นายวิรัชเสนอให้ตั้งคณะกรรมการหาทางออกประเทศแล้วนายกฯเห็นด้วยเป็นเรื่องนอกเหนือจากมาตรา 165 แต่เราจะรับไปหารือกันอีกทีกับทุกพรรคการเมือง และส.ว.รวมทั้งบุคคลภายนอกว่าจะดำเนินการข้อเสนอนี้อย่างไรถึงจะเกิดผลสำเร็จจริง จากนั้น เลขาธิการสภาฯ อ่านพระบรมราชโองการปิดสมัยวิสามัญ และนายชวนได้สั่งปิดการประชุมในเวลา 22.05 น


เครดิต https://www.dailynews.co.th/politics/803557


วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ก้าวไกลฉะเดือด'ประยุทธ์'! หยุดเอาสถาบันกษัตริย์มารักษาอำนาจตัวเอง

 26 ต.ค. 63 - ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.45 น.นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายระหว่างการประชุมรัฐสภาร่วมกันสมัยวิสามัญว่า เนื้อหาของญัตติเป็นข้อบิดเบือน กลบเกลื่อนและให้ร้าย โดนโยนความผิดต่อผู้ชุมนุมโดยไม่ได้คำนึงถึงความผิดพลาดของตัวเอง การชุมนุมไม่ได้ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคจากที่ผ่านมาไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อหลังการชุมนุม และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ นานาประเทศต้องเชื่อมั่นว่าความขัดแย้งในสังคมสงบลง ไม่ใช่ใช้กฎหมายปิดปากประชาชน ความเชื่อมั่นก็จะลดลง ขณะที่การชุมนุมที่ทำเนียบก็มีการประกาศชัดเจนว่าจะยุติการชุมนุมเมื่อไร 


และที่มีการกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมขวางขบวนเสด็จ ทั้งที่รัฐบาลเป็นผู้ถวายการอารักขาความเรียบร้อยในการเสด็จ และผู้ชุมนุมก็หลีกเลี่ยงเส้นทางนั้นแล้ว แสดงว่ารัฐบาลไม่ได้สำนึกถึงความผิดพลาดของตนเอง แต่ไปใส่ร้ายผู้ชุมนุมนำไปสู่คดีความที่มีโทษถึงประหารชีวิต เติมเชื้อไฟในสังคม การสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน เช่น การฉีดน้ำที่มีสารเคมีใส่ผู้ชุมนุม ก็เป็นการทำเกินกว่าเหตุ ขณะที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่ามีการดำเนินการบางเรื่องที่ผู้ชุมนุมขอมาแล้ว แต่อยากให้ชี้แจงให้ชัดเจนว่าทำเรื่องไหนแล้วบ้างและความคืบหน้าถึงไหน ไม่ใช่การฟอกขาวตัวเองและปกปิดความผิดในการแก้ปัญหาประเทศ 


นายกรัฐมนตรีต้องทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมใหม่ ไม่ใช่ว่าเยาวชนจะมีใครมาชี้นำได้พวกเขาฉลาดเกินกว่าใครจะชี้นำ ไม่อย่างนั้นค่านิยม 12 ประการที่รัฐบาลยัดใส่ก็คงจะอยู่ตรงนั้น ส่วนมาตรา 9 ใน พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน อ้างกระทบความมั่นคงของรัฐ ซึ่งต้องไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล จะเอามาป้องกันความอยู่รอดของรัฐบาลไม่ได้ องค์การสหประชาชาติก็แสดงท่าทีว่าขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีอยู่ นายกรัฐมนตรีต้องหยุดคุกคามประชาชนด้วยกฎหมายพิเศษ ที่ผ่านมาเคยมีการชุมนุมยืดเยื้อยาวนาน ทำลายทรัพย์สินราชการจนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่สำหรับการชุมนุมนี้ไม่มีถึงขั้นนั้น แล้วจะประกาศให้ถอยคนละก้าว แต่ท่านก้าวเกินมาหลายก้าว ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่เท่ากับเพิกถอน 


นายกรัฐมนตรีต้องยกเลิกการดำเนิคดีกับผู้ที่ชุมนุมโดยสงบ นายกรัฐมนตรีเป็นคนเสพติดอำนาจ สมัยนี้ไม่มีเครื่องมือเหมือนหลังรัฐประหาร พอเกิดโรคระบาดจึงต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน นี่คือพฤติกรรมของผู้นำประเทศที่ลุแก่อำนาจและเสพติดอำนาจโดยแท้ อำนาจตุลาการก็บิดเบี้ยว ตอบสนองความอยุติธรรมในสังคม คำถามของนายกรัฐมนตรีว่าผมผิดอะไร ความแยกแตก ความอดอยากของประชาชนคือคำตอบที่ชัดเจน ความผิดที่ร้ายแรงคือไม่รู้ตัวว่าทำผิด ปฏิเสธที่จะยอมรับความจริงและจะแก้ไขความผิดพลาด ทำเสียสมดุลการรักษาสุขภาพกับเศรษฐกิจ ใช้อำนาจแทรกแซงองค์กรอิสระจนเสียสมดุล 


"ถึงเวลาที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องทบทวนการร่วมรัฐบาล รัฐบาลจะไปต่อไม่ได้ถ้าไม่มีพรรคร่วม นายกรัฐมนตรีต้องหยุดเอาความจงรักภักดีมากอดตัวเอง หยุดผูกมัดเอาสถาบันไว้กับปัญหาที่ตัวเองเป็นคนก่อเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจและปกปิดความล้มเหลวหยุดสะกดจิตตัวเองว่าไม่ผิดและยอมลาออก เปิดทางให้คนที่เห็นคนเท่าเทียมกันเข้ามาทำงานเพื่อหาทางออกและฉันทามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญและคืนอำนาจให้กับประชาชน" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ระบุ.


https://www.thaipost.net/main/detail/81810


วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ม็อบดิจิทัล

 การชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองในนาม “คณะราษฎร 2563” โดยชู 3 ข้อเรียกร้อง คือ นายกรัฐมนตรีต้องลาออก เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ และให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ นับเป็นปรากฎการณ์ที่ท้าทาย รัฐบาลที่มี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อย่างที่สุด !


เพราะนี่คือการชุมนุมของกลุ่มมวลชนขนาดใหญ่ครั้งแรกในรอบ 6 ปีภายหลังจากที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนที่จะเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ จากปี 2557 จนถึงปัจจุบัน


แน่นอนว่าการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร และแนวร่วมที่ดำเนินกันมาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่มาโหมรุนแรงมากขึ้นเมื่อล่วงเข้าสู่ต้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมา การชุมนุมที่มีแกนนำเป็นเยาวชน คนรุ่นใหม่ ได้ถูกจับตามองจากทั้งในและต่างประเทศ ด้วยเป้าหมายที่ประกาศถึงขั้นปฏิรูปสถาบัน ไปจนถึงปรับโหมดรูปแบบการชุมนุม


เรียกว่าพลิกโฉมหน้าไปจากทุกการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การเมืองอย่างสิ้นเชิง


เมื่อแกนนำและผู้ชุมนุมใช้วิธีการติดต่อสื่อสาร นัดหมาย ทั้งวันเวลา สถานที่ผ่านช่องทางทวิตเตอร์ เฟชบุค และล่าสุดได้ใช้เทเลแกรม (Telegram) แอพพลิเคชั่นแชต เป็นช่องทางใหม่ หลังจากที่ฝ่ายรัฐ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะปิดเพจ “เยาวชนปลดแอก-FreeYOUTH” และ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม”


การนัดหมายเพื่อทำกิจกรรมของกลุ่มผู้ชุมนุม กลายเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ เพียงแค่ใครมีมือถือ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยที่ห้า สำหรับทุกคนไปแล้ว และมีอุดมการณ์แนวคิดเดียวกันก็สามารถเดินทางมาร่วมทำกิจกรรมชุมนุมขับไล่รัฐบาลกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการแจ้งนัดกันล่วงหน้า


และดูเหมือนว่าพัฒนาการของม็อบคณะราษฎร ที่มีแนวร่วมจากพี่น้องประชาชนทั่วไป สามารถเชื่อมต่อกับ “แกนนำ” ที่สั่งการผ่านโลกโซเชียล โดยไม่ต้องมาปรากฎตัวในที่ชุมนุม แต่สามารถ “สะกด” และสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างเหลือเชื่อ !


ม็อบคณะราษฎรที่แม้เวลานี้ จะปรากฎว่าแกนนำที่เป็นเยาวชน ล้วนแล้วแต่ถูกจับกุม ไม่ว่าจะเป็น รุ้ง ปนัสยา , เพนกวิน , ไมค์ ระยอง รวมทั้งอีกหลายสิบคน แต่ดูจะไม่เป็นปัญหาที่จะทำให้เกิด “ม็อบเบิ้มๆ”


ยิ่งการชุมนุมเคลื่อนไหวเมื่อคืนวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าเข้าสู่จุดที่ร้อนระอุอย่างหนัก เมื่อผู้ชุมนุมนัดหมายมารวมตัวกันตามสถานีรถไฟฟ้า ก่อนมุ่งหน้าไปรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ จากนั้นมุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาล ฝ่าด่านสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ละจุดไปได้อย่างดุเดือด


ทางหนึ่งคือการสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบของม็อบคณะราษฎร นอกจากจะถอดแบบมาจาก “ฮ่องกงโมเดล” ที่ผลักเยาวชนขึ้นมาเป็นแกนนำต่อต้านรัฐบาลแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่านี่คือการชุมนุมของคนยุคใหม่ ผ่านโซเชี่ยล


ไร้แกนนำที่ไปยืนปรากฎตัวอยู่กลางม็อบ แล้วสั่งการให้มวลชนบุกฝ่าเจ้าหน้าที่มุ่งไปข้างหน้า


ไร้แผนการเคลื่อนไหวที่ “ตายตัว” ทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์


เครือข่ายที่สนับสนุนคณะราษฎร ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มนักวิชาการตามสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯไปจนถึงต่างจังหวัด สามารถ “รับลูก” จัดชุมนุมตามสถานที่ต่างๆได้โดยที่ เจ้าหน้าที่รัฐเองยังตั้งรับไม่ทัน


ความขัดแย้งทางการเมือง หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา ระหว่างรัฐบาล กับประชาชน จนเกิดเป็นม็อบสีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


การปะทะกันระหว่าง “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” หรือม็อบพันธมิตร ฯกลุ่มเสื้อเหลือง กับรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนมาถึงช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เผชิญหน้ากับม็อบกปปส. ซึ่งเรียกได้ว่าม็อบกปปส. ยืนระยะปักหลักได้ยืดเยื้อ ก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผบ.ทบ. จะตัดสินใจยึดอำนาจ ในปี 2557


ทุกม็อบเสื้อสี ในอดีตล้วนแล้วแต่ต้องมี “แกนนำ” ที่โดดเด่นมีบุคลิกพิเศษ สามารถกุมหัวใจของผู้ชุมนุมชนิดที่ต้องบอกว่า สามารถจับต้องได้ รู้ว่าใครเป็นใคร


แต่เมื่อวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ที่แม้จะเป็นผู้นำที่เคยผ่านทุกช่วงสถานการณ์การชุมนุมของม็อบเสื้อสีในอดีตมาตั้งแต่ยังเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 จนมานั่ง ผบ.ทบ. ก่อนตัดสินใจทำการยึดอำนาจ ตลอดจน “ฝ่ายความมั่นคง” ของรัฐเอง กำลังเผชิญหน้ากับม็อบดิจิทอล ขณะที่ฝ่ายรัฐเอง ยังเดินตามหลังไม่ต่างไปยุคอนาลอค


ดังนั้นจึงกลายเป็นว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านสกัด ส่งกำลังเข้าประจำจุด ตามที่มีการนัดหมาย จึงต้อง โดนหลอก อยู่ร่ำไป เพราะผู้ชุมนุมสามารถนัดหมายกันใหม่ภายในเวลาเพียงวินาที จากอีกสถานที่หนึ่งไปยังแห่งใหม่ เพื่อหลอกล่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจวางกำลังกันเก้อ “โดนแกง” กันเป็นแถว !


อย่างไรก็ดี ปฏิบัติการม็อบคณะราษฎร 2563 ที่ลอกแบบมาจากม็อบฮ่องกง นำโดย โจ ชัวร์ หว่อง เยาวชนชาวฮ่องกงที่นำหน้าประท้วงรัฐบาลจีนบนเกาะฮ่องกง ครั้งนี้ยังไม่เพียงแต่ใช้รูปแบบเดียวกัน ทั้งแกนนำเยาวชนชูภาพของคนรุ่นใหม่ เรียกร้องอนาคตใหม่ ในโลกยุคใหม่ เท่านั้น


แต่การชุมนุมของคนรุ่นใหม่ ที่กำลังท้าทาย รัฐบาลที่ถูกมองว่าเป็นคนรุ่นเก่า ยังหวังที่จะสร้างน้ำหนักดึง “โลกล้อมไทย” ไปพร้อมๆกัน และอาจจะมากกว่าการชุมนุมในครั้งก่อนๆที่ผ่านมา


หมายความว่าแท้จริงแล้ว รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ย่อมไม่ได้เผชิญหน้ากับการท้าทาย จากคนรุ่นใหม่เท่านั้น หากแต่รัฐบาลไทยยังต้อง “รับมือ”กับท่าทีจากเวทีโลกในคราวเดียวกันว่า จะสามารถบริหารจัดการปัญหาครั้งนี้ให้ยุติลงได้อย่างไร


การออกแถลงการณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อคืนวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่มวลคลื่นผู้ชุมนุมจะเดินเท้าจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปประชิดหน้าทำเนียบรัฐบาล มีบางถ้อยบางตอนที่น่าสนใจ ทั้งการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้สติ ปัญญาเข้าแก้ไขปัญหา การระบุว่าอาจจะมีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากสถานการณ์ไม่มีอะไรรุนแรง รวมทั้งพล.อ.ประยุทธ์ ยังส่งสัญญาณ ไปถึง “พลังมืด” ที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุม อย่างตรงไปตรงมา


“ หน้าที่ของผมในฐานะผู้นำประเทศ ผมต้องทำให้แน่ใจว่าบ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของแต่ละคน ประเทศมีความเจริญก้าวหน้า และผมต้องปกป้องประเทศจากพลังมืดที่ไม่ว่าจะมาจากที่ไหนก็ตาม ไม่ให้สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยของเรา ”


บทสรุปสุดท้าย ระหว่างม็อบคณะราษฎร ที่เดินตามฮ่องกงโมเดล กับรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่มีใครบอกได้ว่าที่สุดแล้วจะจบลงซ้ำรอยประวัติศาสตร์การเมืองไทยในครั้งที่ผ่านๆมาหรือไม่ โดยเฉพาะบทสรุปที่จบลงด้วยการสูญเสียเลือดเนื้อของทุกฝ่าย


การติดต่อสื่อสารจาก “แกนนำ” ที่แม้จะไม่ปรากฎตัว ต่อหน้าฝูงชน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นศัตรูที่รัฐบาลมองไม่เห็น


เพียงแต่สิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ เป็นเสมือน “ตัวประกัน” คือการเชื่อมต่อกับโลกของเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ผ่านโชเชียลทุกแพลตฟอร์ม ทั้งจากผู้นำความคิด ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลคิดและตัดสินใจ ล่าช้าเดินทันไม่เกมมาตั้งแต่ต้น เมื่อมาวันนี้เมื่อสถานการณ์สุกงอม ม็อบได้พัฒนายกระดับทั้งรูปแบบและเป้าหมายที่สูงไปกว่าการขับไล่รัฐบาล การรับมือจึงยากลำบาก สุ่มเสี่ยงและอันตรายอย่างที่เห็น !


https://siamrath.co.th/n/191857


วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

'ปิยบุตร'อัด'ประยุทธ์'ไร้ความจริงใจห่วงเปิดประชุมรัฐสภาเป็นเวทีถล่มม็อบย้ำต้องพูดคุยเรื่องปฏิรูปสถาบัน

 23 ต.ค.63- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่ำวานนี้ (22 ต.ค.) ที่เพจคณะก้าวหน้า นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า จัดรายการ "ก้าวหน้า ทอล์ก" พูดคุยถึง สถานการณ์ทางการเมือง การชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน รวมถึงท่าทีล่าสุดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่พยายามอธิบายขอความร่วมมือให้ถอยคนละก้าว โดยนายปิยบุตร ระบุว่า ถ้าพิจารณา จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่ถอยคนละก้าว เพราะตั้งแต่ยึดอำนาจมาจนปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยถอย มีแต่รุกคืบกินแดนประชาธิปไตย กินแดนเพื่อรักษาอำนาจตนเองเข้ามาเรื่อยๆ และเวลามีการคัดค้าน ก็จะรักษาที่มั่น รักษาสถานะตนเองไว้แต่ไม่เคยถอย


ตัวอย่างเช่น เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ มีการพูดตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง และเมื่อสืบทอดอำนาจสำเร็จ ลึกๆ ก็ไม่อยากแก้ แต่ก็ยอมเติมให้ 1 บรรทัดในนโยบายของรัฐบาล ให้มีการศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่แก้ไข หลังจากนั้นมีเสียงเรียกร้องมากขึ้น ก็ใช้วิธีการตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษา ทอดเวลาอีกหลายเดือน มีเสียงเรียกร้องอีก ก็ยอมให้ แต่เป็นการแก้ที่ซื้อเวลา เพราะกว่าจะมี สสร. กว่าจะร่างรัฐธรรมนูญ รัฐบาลนี้คงอยู่อีกนานจนครบวาระ นี่ยังไม่นับหากสามารถยึด สสร. ได้  แล้วตอนนี้ก็มาตั้ง กมธ. พิจารณาก่อนรับหลักการ อย่างนี้แสดงว่าไม่เคยมีความจริงจังหรือจริงใจเลย


 "ยังมีเรื่องการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมนักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชน ที่มีทั่วประเทศ ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์  ใช้เทคนิคเดิมซ้ำซาก นั่นคือใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ กำจัดเสรีภาพการชุมนุม ไม่ให้มีการชุมนุมเกิดขึ้น และพอมีการชุมนุมเสร็จแล้วตั้งข้อหา ไม่ว่าจะ พ.ร.บ.การชุมนุม พ.ร.บ.ความสะอาด หรือเรื่องกีดขวางจราจร อีกสารพัด เป็นการตั้งข้อหาเยอะๆ และออกหมายจับทิ้งไว้ก่อน แล้วค่อยเลือกจับ ซึ่งโดยมากก็ไปจับตอนกลางคืน ให้สายสืบนอกเครื่องแบบไปจับ ไม่ยอมจับซึ่งหน้า นี่คือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ และพอจับแล้วก็ไม่ให้ประกัน และถึงได้ประกัน พอมีปล่อยตัว ก็มีหมายจับจากพื้นที่อื่นมาอายัดตัวไป การจับๆ ปล่อยๆ แบบนี้คือกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้ชุมนุมอ่อนแรง ซึ่งอย่างนี้ไม่เรียกการถอยอย่างแน่นอน" นายปิยบุตร กล่าว


นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า ยังมีกรณีหนังสือ ถึงประธานรัฐสภาเพื่อขอให้มีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ซึ่งถ้าปิดชื่อหัวหนังสือ 3 ข้อที่ระบุไปนั้น อ่านแล้วนึกว่านี่คือประกาศคณะรัฐประหาร หรือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน กล่าวโทษผู้เยาวชนผู้ชุมนุมเต็มไปหมด ซึ่งถ้าผู้ชุมนุมได้อ่าน คิดว่าพวกเขาจะคาดหวังการเปิดสภาพูดคุยเรื่องอะไร ซึ่งตนได้ข่าวมาว่า ส.ส. ฝั่งรัฐบาล และ ส.ว. เตรียมใช้เวทีประชุมสภาวิสามัญนี้ ในการถล่มม็อบนักเรียนนิสิตนักศึกษา และเผลอๆ อาจลามมาถล่ม ส.ส. ก้าวไกล พรรคฝ่ายค้าน รวมถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และตนเองด้วย ซึ่งถ้าเปิดสภาคุยกันมีแต่เรื่องว่า นักเรียนนักศึกษาไม่มีความคิด ถูกปลุกปั่น มีผู้อยู่เบื้องหลัง จาบจ้วง ฯลฯ ถ้าออกมาลูกนี้คงดูไม่จืดแน่ เพราะแทนที่จะเปิดสภาเพื่อหาทางออก จะเป็นการเปิดประชุมสภาที่เอาน้ำมันสาดเข้ากองไฟ ดังนั้น ถ้า ส.ส. รัฐบาล หรือ ส.ว. คิดแบบนี้ โปรดอย่าทำ เพราะทำเมื่อไหร่เดือดแน่นอน จนคุณควบคุมไม่ได้ ตนหวังว่าการเปิดสภาจะเป็นการช่วยหาทางออก ไม่ใช่ถล่มขบวนการนิสิตนักศึกษา


นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า กรณีข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย ซึ่งขณะเดียวกันมีอีกฝ่ายออกมาปกป้องสถาบันกษัตริย์ เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจว่า ลองพิจารณาว่า คำว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตรงไหนเป็นประโยคหลัก ตรงไหนเป็นอนุประโยค ซึ่งถ้าตามนี้ก็ต้องเอาประชาธิปไตยเป็นตัวตั้ง และประมุขของรัฐคือกษัตริย์ ที่ต้องจัดวางตำแหน่งให้ที่ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย ซึ่งในรัฐธรรมนูญ หมวดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์อยู่ในหมวด 2 เป็นองค์กร สถาบันตามรัฐธรรมนูญ นี่คือความหมายว่าพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญก่อตั้งขึ้น


ดังนั้น ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยได้เสมอ เช่นเดียวกับรัฐสภา ที่ถกเถียงออกแบบกันจะเอาสภาเดี่ยวสภาคู่ หรือศาลว่าจะเอาอย่างไรปฏิรูปอย่างไรก็ต้องถกเถียงเช่นกัน เวลาเราพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปต่างๆ เป็นเรื่องปกติที่จะมีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะไม่ใช่สิ่งที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ หรือเหนือกาลเวลา เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ปัจจุบัน สังคมกำลังยกเว้นให้กับพระมหากษัตริย์มากเกินไป จนคลุมไปทุกเรื่อง


"ตำแหน่งประมุขของรัฐต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้น แต่ละตำแหน่งมีเอกสิทธิ์ อำนาจหน้าที่ ตามแต่ระบบอการปกครองจะให้ เช่น ประมุขของรัฐ ในช่วงดำรงตำแหน่งจะไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี มีบ้านที่พักอาศัย มีคนติดตาม มีขบวนรถ มีพิธีกรรม พิธีการ  ฯลฯ นี่คือสิ่งที่รัฐธรรมนูญมอบให้กับประมุขของรัฐ สร้างให้เป็นสัญลักษณ์ของรัฐ และก็มีข้อยกเว้นได้ที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ทุกเรื่อง ไม่อย่างนั้นก็กินแดนเข้ามาในประชาธิปไตย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งพระมหากษัตริย์ที่ดำรงอยู่ตามประวัติศาสตร์ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปตามเวลา นั่นคือไม่มีใครยอมให้ใครสืบทอดอำนาจตามสายโลหิตในรัฐ แต่เมื่อยังหลงเหลืออยู่ก็ต้องปรับตัวให้อยู่ได้ โดยออกแบบให้เป็นประมุขและจำกัดเรื่องพระราชอำนาจ ข้อยกเว้นที่มีให้ก็ต้องพอสมควร ไม่ใช่มากเกินไป ดังนั้น ประมุขของรัฐต้องดำรงอย่างมีเกียรติด้วยตามที่ระบอบประชาธิปไตยให้ไป ซึ่งวันนี้ต้องถามว่า ตกลงแล้ว เราสร้างข้อยกเว้นให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมากเกินไปหรือไม่ ถ้าใช่ จะลดลงมาหรือไม่" นายปิยบุตร กล่าว


นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า วันนี้เรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประเด็นที่ถูกหยิบมาวางอยู่บนโต๊ะ พูดกันบนท้องถนนแล้ว คำถามคือรัฐบาลจะจัดการอย่างไร  ซึ่งก็มี 2 วิธี คือ 1. ใช้ความรุนแรง ลงโทษ อุ้มฆ่า ฯลฯ แล้วหวังว่าคนจะกลัว กับ 2. ยอมรับว่ามีคนเรียกร้องเรื่องนี้ มีคนตั้งคำถามเรื่องนี้ ดังนั้น สร้างพื้นที่ในการพูดคุย ออกแบบว่าสังคมไทยจะปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างไรให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย ซึ่งในความเห็นตนนั้น เห็นว่าต้องใช้วิธีแบบหลัง เพราะแบบแรกไม่มีทางปกป้องสถาบันกษัตริย์ได้


และวันนี้ กลุ่มคนปกป้องสถาบันกษัตริย์ที่ทำๆ กันอยู่นั้น ไม่เป็นคุณต่อสถาบันกษัตริย์เลย การใช้วิธีเกณฑ์คนมา จัดคนมาประจัญหน้ากัน ถามว่าทำแบบนี้จะทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ตั้งคำถามกับสถาบันกษัตริย์หันมารักได้เหรอ ต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม มีคนไทยอายุน้อยๆ รุ่นหนึ่งที่มีความคิดไม่เหมือนกับคนรุ่นอาวุโส หรืออนุรักษ์นิยม คุณปราบไม่หมดแน่นอน และคนรุ่นนี้คือคนที่จะอยู่ในสังคมอีกนาน ขณะที่ผู้อาวุโสมีแต่จะหมดไป


"ดังนั้น ผมอยากเชิญชวนฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ยังมีสติ มีเหตุมีผลอยู่บ้างช่วยกันพูดเรื่องนี้ เพื่อเราจะได้ควบคุม คาดการณ์ คาดหมายสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ สถาบันกษัตริย์ที่ดำรงอยู่ในโลกเหลือไม่มากแล้ว เราต้องตั้งคำถามว่าจะเอาแบบไหน ถ้าเลือก ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ก็ต้องออกแบบเป็น ประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ  และสิ่งที่นักเรียนนิสิตนักศึกษาพยายามเรียกร้องนั้น ไม่ใช่มากเกินไป ไม่ใช่เรื่องทะลุเพดาน ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายหรือทำไม่ได้ เพราะเขาเรียกร้องประเทศไทยปกครองประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพียงแต่ปรับข้อยกเว้นลงมา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการอยู่รวมกัน ตอนนี้ศตวรรษที่ 21 แล้ว การรักษาสถาบันกษัตริย์ดีที่สุดคือประชาธิปไตย เผด็จการอำนาจนิยมไม่มีทางรักษาได้ ทำได้แต่เพียงอ้างตัวเองเพื่อให้ได้ประโยชน์ ทำได้แต่เพียงประคับประคองเท่านั้น แต่คลื่นลมความเปลี่ยนแปลงจะทำลาย มีแต่เพียงประชาธิปไตยเท่านั้น ที่จะรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ได้ เว้นเสียแต่ว่าคุณไม่ต้องการให้ประชาธิปไตย แต่ต้องการให้เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ " นายปิยบุตร กล่าว


https://www.thaipost.net/main/detail/81521


ศาลแพ่งงดไต่สวนฉุกเฉิน หลัง “ประยุทธ์” ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง แต่รับฟ้องไว้นัด 19 ม.ค. 64

 หลังวานนี้ (21 ต.ค.) 6 นิสิตนักศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมเครือข่ายทนายความสิทธิมนุษยชน เป็นตัวแทนประชาชน ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ขอให้ศาลเพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง  รวมทั้งประกาศและคำสั่งที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฯ และได้ยื่นขอคุ้มครองชั่วคราว พร้อมขอไต่สวนฉุกเฉิน ก่อนศาลแพ่งนัดฟังคำสั่งในวันถัดมา


รับฟ้องเหตุศาลยุติธรรมมีเขตอำนาจศาลทั่วไป นัดกำหนดประเด็นข้อพิพาทปีหน้า 


วันนี้ (22 ต.ค. 63) 9.20 น. ห้องพิจารณา 410 ศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้รับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา ด้วยเหตุการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในกรุงเทพมหานครนี้ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ใช้บังคับต่อประชาชนทั่วไป แต่เนื่องจากพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ) มาตรา 16 บัญญัติให้ประกาศ คำสั่งและการกระทำตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่สามารถฟ้องคดีที่ศาลปกครองได้ รวมทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 188 ประกอบมาตรา 194 บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงเป็นการทั่วไปได้ คดีของ 6 นิสิต–นักศึกษานี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมที่จะรับพิจารณาไว้ได้ 


ศาลแพ่งจีงรับฟ้องคดีนี้ นัดชี้สองสถาน และกำหนดแนวทางการดำเนินคดีหรือสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ม.ค. 64 เวลา 09.00 น. และในวันนี้อนุญาตให้โจทก์ไต่สวนฉุกเฉิน แต่เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นนิสิตจุฬาฯ มีภารกิจรายงานตัวต่อพนักงานอัยการในคดีชุมนุมให้กำลังใจภาณุพงศ์ จาดนอก และอานนท์ นำภา หน้า สน.บางเขน เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ศาลจึงนัดไต่สวนโจทก์ที่ 1 พร้อมนักวิชาการ เวลา 13.00 น. แทน


รัฐบาลยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง อ้างเหตุความร้ายแรงคลี่คลายและยุติลง 


ก่อนเวลา 12.00 น. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่องยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ประกาศ ข้อกำหนด และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง โดยมีสาระสำคัญคือ


หนึ่ง ให้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 15 ต.ค. 63 และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฯ ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 16 ต.ค. 63


สอง บรรดาข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่ง ที่ออกตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฯ ดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุดลง


โดยอ้างเหตุผลในการยกเลิกประกาศดังกล่าวเนื่องจาก “ปัจจุบันเหตุการณ์ร้ายแรงอันเป็นเหตุให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงได้คลี่คลายความรุนแรงและยุติลง โดยอยู่ในภาวะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินการบังคับใช้มาตรการตามที่กำหนดในกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาได้ตามปกติแล้ว” การยกเลิกนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค. 2563 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป


งดไต่สวนฉุกเฉิน ยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เหตุละเมิดสิทธิและเสรีภาพอย่างต่อเนื่องยาวนานจากประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ หมดไป 


14.15 น. ผู้พิพากษา 4 คน ลงนั่งบัลลังก์ในห้องพิจารณา และอ่านคำสั่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 15 ต.ค. 63 และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ฯ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 16 ต.ค. 63 และบรรดาข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งที่ออกตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงดังกล่าวแล้ว ซึ่งการยกเลิกนี้มีผลตั้งแต่วันนี้ (22 ต.ค. 63) เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ทำให้เหตุในการขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาและคำขอในกรณีฉุกเฉินของโจทก์ทั้งหมด ที่ว่าการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฯ และประกาศคำสั่งที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะละเมิดสิทธิและเสรีภาพอย่างต่อเนื่องยาวนานต่อโจทก์และประชาชนเป็นอันสิ้นสุดลง โดยผลของการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ฯ ดังกล่าว 


ศาลแพ่งจึงให้งดไต่สวนฉุกเฉินโจทก์ที่ 1 และนักวิชาการ พร้อมยกคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ด้วยเหตุแห่งการวินิจฉัยตามคำร้องขอได้สิ้นสุดลงแล้ว 


ผู้พิพากษาได้เน้นย้ำว่าคดีนี้ศาลแพ่งรับฟ้องไว้แล้ว และนัดกำหนดแนวทางการดำเนินคดีในวันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 09.00 น. ก่อนจะลงบัลลังก์ไป 


ในวันเดียวกันนี้ ห้องพิจารณา 802 เวลา 10.00 น. ศาลแพ่งมีคำสั่งรับฟ้องและไต่สวนฉุกเฉินเพื่อมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ในคดีที่ฟ้องให้เพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ของนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กับพวก และของน.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.พรรคเพื่อไทย โดยศาลกำหนดให้ทั้งสองคดีนี้มาฟังคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ในวันที่ 28 ต.ค. 63  

ทนายความชี้การยกเลิกไม่เท่ากับการเพิกถอน รัฐอ้างความชอบด้วยกฎหมายในการกระทำใดก่อนการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงได้


ด้านสุรชัย ตรงงาม เครือข่ายทนายความสิทธิมนุษยชน จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) เห็นว่าการ “ยกเลิก” ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ วันนี้ มีผลไม่เท่ากับการ “เพิกถอน” ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ ตามที่นิสิต–นักศึกษาได้มีคำขอให้ศาลแพ่งเพิกถอนแต่อย่างใด


เนื่องจากการยกเลิก ยังทำให้เจ้าหน้าที่รัฐอ้างได้ว่าการออกประกาศคำสั่งและดำเนินมาตรการต่างๆ ที่ผ่านมาแล้วหลังวันที่ 15 ต.ค. 63 นั้นมีอำนาจทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น การฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสารเคมีสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 63 และการจับกุมนักศึกษาและประชาชน ไปควบคุมที่ บก.ตชด.ภาค 1 ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 63 จนถึงเช้าวันนี้ 


ดังนั้น นิสิต–นักศึกษาจึงจำเป็นต้องดำเนินคดีต่อไป เพื่อให้ศาลได้ตรวจสอบและวินิจฉัยว่าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น และรัฐต้องมีการเยียวยาความเสียหาย โดยการเพิกถอนหมายจับและปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่โดนข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยทันที ส่วนข้อหาอาญาอื่นๆ หากเกี่ยวข้องกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงก็ต้องยุติการดำเนินคดีโดยทันที


ในคดีนี้มีเครือข่ายองค์กรด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน 8 องค์กร ได้ร่วมกับนิสิต นักศึกษา ดำเนินการยื่นฟ้องคดีด้วย ได้แก่ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม, สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน, มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม, สมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน


 https://tlhr2014.com/?p=22332


4 แบงก์รัฐแถลงแผนช่วยลูกหนี้ หลังสิ้นสุดการพักชำระหนี้ 22 ต.ค.นี้

 ผู้สื่อข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ต.ค.2563 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง จะแถลงร่วมกับผู้บริหารสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ถึงมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้หลังสิ้นสุดการพักชำระหนี้ในวันที่ 22 ต.ค.นี้


นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ขณะนี้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ได้มอบนโยบายให้ผู้บริหารธนาคารของรัฐส่งแผนงานการช่วยเหลือลูกหนี้ในช่วงที่ผ่านมา และแผนการช่วยเหลือในระยะต่อไปให้พิจารณา ซึ่งในส่วนของ ธ.ก.ส.แผนงานที่ออกมาจะต้องแรงขึ้น เพื่อให้สามารถช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มที่ยังไม่สามารถชำระหนี้ได้


อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ได้ช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งหมดผ่านการพักชำระหนี้ และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการพักชำระหนี้แล้ว ธ.ก.ส.ก็จะทำการปรับโครงสร้างให้แก่ลูกหนี้ที่ยังไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ต่อไป อย่างไรก็ตามจะต้องรอดูในระดับนโยบายด้วยว่าจะสามารถช่วยเหลือธนาคารได้อย่างไรบ้าง เนื่องจากการพักชำระหนี้หรือการปรับโครงสร้างหนี้นั้นส่งผลกระทบต่อภาพรวมการดำเนินงานของธนาคาร


นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ธนาคารได้ส่งผลการดำเนินงานช่วงที่ผ่านมาและแผนงานระยะต่อไปในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้ระดับนโยบายพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้รอดูว่าระดับนโยบายจะมีแนวทางใดที่จะให้ธนาคารดำเนินการเพิ่มเติม


“ที่ผ่านมา ธอส.ได้ออกหลายมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ และแต่ละมาตรการจะทยอยครบกำหนดระยะเวลาช่วยเหลือ ซึ่งก็พบว่าจะมีลูกหนี้ส่วนหนึ่งที่อาจจะตกชั้นกลายเป็นหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล ซึ่งธนาคารได้ทำการสำรองหนี้สงสัยจะสูญไว้รองรับแล้วกว่า 5,500 ล้านบาท”.


เครดิต https://www.thairath.co.th/news/business/finance-banking/1959085


วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

ร้อง ป.ป.ช.เอาผิดขบวนการซื้อถุงมือยาง

 


ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า วานนี้ (23 ก.ย.63) เวลา 15.30 น. นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถึงการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริตของ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ อดีตรักษาราชการแทน ผู้อำนวยการ อคส. กับพวก โดยต้องการให้ ป.ป.ช.กล่าวหา พ.ต.อ.รุ่งโรจน์กับพวกว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต และดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีนายสุทธิ บุญมี ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ ป.ป.ช.เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน


ทั้งนี้ หนังสือร้องเรียนระบุว่า พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ได้ทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางกับบริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด มูลค่า 112,500 ล้านบาท โดยไม่ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 รวมถึงกฎ ข้อบังคับ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง และยังมีพฤติกรรมรีบเร่ง อีกทั้ง ร่วมสมคบกับบริษัทปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องสถานะบริษัท และไม่ตรวจสอบคุณสมบัติ ความมั่นคง และความสามารถทางการเงิน นอกจากนี้ ยังไม่เสนอเรื่องให้คณะกรรมการ (บอร์ด) อคส.พิจารณา แต่กลับใช้อำนาจรักษาการสั่งให้ดำเนินการตามสัญญา และสั่งจ่ายเงินให้บริษัทเมื่อวันที่ 2 ก.ย.63 รวม 2,000 ล้านบาท หลังการทำสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 31 ส.ค.63 ซึ่งทำให้ อคส.เสียหาย


ทั้งนี้ ผู้บริหาร อคส.มองว่า กรณีนี้เป็นการกระทำเข้าข่ายทุจริต และใช้อำนาจในทางไม่ชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายเดียว เพราะในการซื้อถุงมือยาง 500 ล้านกล่อง กล่องละ 225 บาท รวม 112,500 ล้านบาทนั้น ไม่มีการออกหลักเกณฑ์ เงื่อนไข (ทีโออาร์) การประมูล ไม่ตั้งคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ แต่กลับซื้อจากผู้ผลิตรายเดียว ไม่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัท ทั้งๆที่ผู้บริหารเคยต้องคดีฉ้อโกง สัญญาซื้อขายไม่รัดกุม บริษัทไม่ต้องวางหลักประกันสัญญา แต่กลับมีสิทธิ์ได้รับเงินมัดจำจาก อคส. 2,000 ล้านบาท รวมถึงไม่เสนอให้บอร์ดอนุมัติเงิน 2,000 ล้านบาท.