วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

ร้อง ป.ป.ช.เอาผิดขบวนการซื้อถุงมือยาง

 


ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า วานนี้ (23 ก.ย.63) เวลา 15.30 น. นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถึงการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริตของ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ อดีตรักษาราชการแทน ผู้อำนวยการ อคส. กับพวก โดยต้องการให้ ป.ป.ช.กล่าวหา พ.ต.อ.รุ่งโรจน์กับพวกว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต และดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีนายสุทธิ บุญมี ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ ป.ป.ช.เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน


ทั้งนี้ หนังสือร้องเรียนระบุว่า พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ได้ทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางกับบริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด มูลค่า 112,500 ล้านบาท โดยไม่ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 รวมถึงกฎ ข้อบังคับ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง และยังมีพฤติกรรมรีบเร่ง อีกทั้ง ร่วมสมคบกับบริษัทปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องสถานะบริษัท และไม่ตรวจสอบคุณสมบัติ ความมั่นคง และความสามารถทางการเงิน นอกจากนี้ ยังไม่เสนอเรื่องให้คณะกรรมการ (บอร์ด) อคส.พิจารณา แต่กลับใช้อำนาจรักษาการสั่งให้ดำเนินการตามสัญญา และสั่งจ่ายเงินให้บริษัทเมื่อวันที่ 2 ก.ย.63 รวม 2,000 ล้านบาท หลังการทำสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 31 ส.ค.63 ซึ่งทำให้ อคส.เสียหาย


ทั้งนี้ ผู้บริหาร อคส.มองว่า กรณีนี้เป็นการกระทำเข้าข่ายทุจริต และใช้อำนาจในทางไม่ชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายเดียว เพราะในการซื้อถุงมือยาง 500 ล้านกล่อง กล่องละ 225 บาท รวม 112,500 ล้านบาทนั้น ไม่มีการออกหลักเกณฑ์ เงื่อนไข (ทีโออาร์) การประมูล ไม่ตั้งคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ แต่กลับซื้อจากผู้ผลิตรายเดียว ไม่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัท ทั้งๆที่ผู้บริหารเคยต้องคดีฉ้อโกง สัญญาซื้อขายไม่รัดกุม บริษัทไม่ต้องวางหลักประกันสัญญา แต่กลับมีสิทธิ์ได้รับเงินมัดจำจาก อคส. 2,000 ล้านบาท รวมถึงไม่เสนอให้บอร์ดอนุมัติเงิน 2,000 ล้านบาท.

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

"ดีป้า" โชว์ผลงานรอบ 3 ปี ช่วยพลิกโฉมประเทศไทยด้วย "เทคโนโลยีดิจิทัล" ในทุกมิติ

 


สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล แถลงผลงานสำคัญในรอบ 3 ปี ภายใต้แนวคิด “The Premier by depa” ชูความเป็นแถวหน้าด้านการส่งเสริมและพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในทุกมิติ ทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม และความร่วมมือระดับนานาชาติ ผ่านผลสำเร็จจากกลไกส่งเสริมและสนับสนุนที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเผยแผนการดำเนินงานปี 2564 ในการเป็นองค์แถวหน้าที่ส่งเสริมและนำพาไทยสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน


ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่าเป้าหมายในปี2564 ดีป้า พร้อมเดินหน้าผลักดันในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านมหาวิทยาลัยสู่ยุคดิจิทัล โดยการจัดตั้ง Drone University เพื่อพัฒนาคนให้รู้จักนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ประกอบวิชาชีพ รวมถึงการจัดตั้ง AI University โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างทักษะ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อผลิตบุคลากรตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม การผลักดันเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ดิจิทัลและไอโอทีในชื่อ dSURE การสร้างแพลตฟอร์มไทยเพื่อคนไทย (National Platform for All) การนำเทคโนโลยี 5G มาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนา Tech Hunting รวมถึง Big Data พร้อมสานต่อการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ และการพัฒนา Thailand Digital Valley

 

“ดีป้า จะคงความเป็นแถวหน้าด้านการส่งเสริมและพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ตามแนวคิด ‘Premier’ ที่พร้อมทำงานเชิงรุก เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนคิดเป็น ทำเป็น และทำได้ อีกทั้งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว


ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่า สำหรับผลการดำเนินงานสำคัญในรอบ 3 ปี  ดีป้า กำลังเดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 4 ซึ่งแผนการดำเนินงานจะยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและนำพาประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านกลไกส่งเสริมและสนับสนุนที่ถูกพัฒนาขึ้น และคงความเป็นแถวหน้าที่พร้อมทำในสิ่งที่ผู้อื่นยังไม่ริเริ่มดำเนินการ

 

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดีป้า ทำงานสอดประสานกันเป็น “ทีม” โดยมี Think Tank ที่ดำเนินการวิเคราะห์แผนระดับชาติถึงแผนส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล การเสนอกฎหมายที่เอื้อต่อระบบนิเวศด้านเศรษฐกิจดิจิทัล อีกทั้งกำหนดกลยุทธ์และกลไกสำคัญที่ส่งผลให้การดำเนินงานของ ดีป้า เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากำลังคนสู่ยุคดิจิทัล การยกระดับภาคเศรษฐกิจสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ การขับเคลื่อนชุมชนสู่สังคมดิจิทัล และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับนวัตกรรมดิจิทัล พร้อมกันนี้ ดีป้า ยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับเครือข่ายระดับนานาชาติ ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ ดร.กษิติธร ภูภราดัย  รองผู้อำนวยการใหญ่ (กลุ่มยุทธศาสตร์และบริหาร)” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

 

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลจะต้องดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูล ดังนั้นสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi) หนึ่งในสถาบันภายใต้สังกัด ดีป้า จึงมีความสำคัญ ซึ่งขณะนี้ทีม Think Tank มีการจัดเก็บข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) อาทิ การสำรวจข้อมูลเพื่อประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยจัดทำระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อแสดงผลข้อมูลสภาพรวมและแนวโน้มอุตสาหกรรมดิจิทัล การสำรวจความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัลรายไตรมาส และการสำรวจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในอุตสาหกรรมการผลิต นอกจากนี้ ดีป้า ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านทักษะดิจิทัล กฎหมาย ความปลอดภัย ประโยชน์และโทษจากดิจิทัลสำหรับผู้สูงวัย ผู้พิการ เด็กและเยาวชน เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนากำลังคนสู่ยุคดิจิทัล

 


 

โดย ดีป้า มุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คน” สู่การเป็น “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ของประเทศ โดยการส่งเสริมให้เยาวชนไทยเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ พร้อมเพิ่มทักษะความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี

ดิจิทัล (นิวสกิล) ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ด้าน Coding ได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง codingthailand.org และส่งผ่านองค์ความรู้ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) แก่นักศึกษาจบใหม่ ผู้ว่างงาน รวมถึงผู้ที่ต้องการอัพสกิล-รีสกิลตนเองสู่การเป็นกำลังคนดิจิทัล ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมของประเทศ อีกทั้งมีความพร้อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไป

 

ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ “ชุมชน” สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลไปแล้ว 177 ชุมชน โดยสามารถยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้ชุมชนแล้วมากกว่า 137 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีด้านการเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีการผลิตและแปรรูป โดรนเพื่อการเกษตร แอปพลิเคชันสำหรับการบริหารจัดการธุรกิจให้กับวิสาหกิจชุมชน เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต และเทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ด้านการขับเคลื่อนชุมชนสู่สังคมดิจิทัล โดยภารกิจต่าง ๆ มี ดร.รัฐศาสตร์ กรสูต รองผู้อำนวยการใหญ่ (กลุ่มสังคมและกำลังคนดิจิทัล) เป็นผู้ดำเนินการ

 

ขณะที่ยุทธศาสตร์ด้านการยกระดับภาคเศรษฐกิจสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ ดีป้า โดยสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น รับบทเป็น “ทีมลงทุนร่วมสร้าง” สร้างระบบนิเวศด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการดิจิทัลได้พบกัน อีกทั้งร่วมลงทุนและหาตลาดภาครัฐและภาคเอกชนสำหรับผู้ให้บริการ โดยที่ผ่านมา ดีป้า ได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทยไปแล้ว 98 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 6,890 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าผลักดันดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยสู่ระดับสากล   อีกทั้งเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยเข้าสู่ระดับ Series A แล้ว 4 ราย และมีแผนที่จะสนับสนุนให้เกิด “ยูนิคอร์น” สัญชาติไทยให้ได้ในที่สุด

 

พร้อมกันนี้ ดีป้า ยังสร้างมาตรฐานที่ยั่งยืน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ใช้บริการ ทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ตลาดสด และเกษตรกร สามารถเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล  (Digital Transformation) ด้วยกลไกต่าง ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลไปแล้ว 6,407 ราย สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับปีนี้ที่ 4,000 ราย ซึ่งดำเนินการโดย นายฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รองผู้อำนวยการใหญ่ (กลุ่มงานเศรษฐกิจดิจิทัล)

 

นอกจากนี้ ดีป้า ยังมีทีมโครงการพิเศษที่ดำเนินยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับนวัตกรรมดิจิทัล โดย ดร.ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการใหญ่ (กลุ่มงานโครงการพิเศษ) ที่เล็งเห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ อีกทั้งดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้น ดีป้า จึงเร่งยกระดับพื้นที่ที่มีความพร้อมจากทั่วประเทศสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ตามเกณฑ์ประเมินมาตรฐาน ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภาคเอกชน รวมถึงการมีส่วนรวมของประชาชนในพื้นที่ในการวิเคราะห์และเฟ้นหาบริการที่เหมาะสมจากเครือข่ายดิจิทัลสตาร์ทอัพ ก่อนนำมาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน โดยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมามีการประกาศเขตส่งเสริม

เมืองอัจฉริยะแล้ว 40 เมือง และตั้งเป้าที่จะพัฒนาเมืองอัจฉริยะประเทศไทย จำนวน 100 เมืองภายในปี 2565

 


 

ดีป้า โดยสถาบันไอโอทีและนวัตกรรมดิจิทัล ยังได้พัฒนา Thailand Digital Valley บนพื้นที่ 30 ไร่ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Park Thailand หรือ EECd) เพื่อเป็นศูนย์กลางการออกแบบ พัฒนา วิเคราะห์ ทดสอบ ทดลองเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น IoT,Data Science, 5G Applications, Smart Devices, High Value-Added Software, Robotics, Cloud และ Digital Services อีกทั้งเป็นพื้นที่จับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัทชั้นนำระดับโลกกับดิจิทัลสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเป้าหมายใน 6 สาขา ประกอบด้วย เทคโนโลยีเพื่อการเงิน (FinTech) เทคโนโลยีเพื่อการเกษตร (AgTech) เทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว (Travel Tech) เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (Health Tech) เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (EdTech) และเทคโนโลยีเพื่อการบริการภาครัฐ (GovTech) ก่อนขยายตลาดเชิงพาณิชย์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

พร้อมกันนี้ ดีป้า ประสงค์ที่จะเปลี่ยนสังคมผู้บริโภคไปสู่สังคมผู้ใช้ให้เกิดประโยชน์ พร้อมผลักดันให้เกิดการสร้างนวัตกรรมร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศน์ด้านดิจิทัลอย่างเข้มแข็ง อีกทั้งเป็นแรงจูงใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและธุรกิจชั้นนำในอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยมุ่งหวังให้ Thailand Digital Velley ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลขั้นสูงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN Digital Hub) ต่อไป

 

โดยภายใน Thailand Digital Valley ประกอบด้วย 5 อาคาร รวมพื้นที่ใช้สอยกว่า 86,000 ตารางเมตร ได้แก่ depa Digital One Stop Service Centre อาคารหลังแรกในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่สร้างแล้วเสร็จและมีการจองสิทธิ์เช่าโดยเอกชนเต็มพื้นที่แล้ว ขณะที่อาคารหลังที่สองคือ   Digital Startup Knowledge Exchange Centre ที่ได้รับเกียรติจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงเป็นองค์์ประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์์ สร้างแล้วเสร็จไปกว่า 50% และมีบริษัทเอกชน รวมถึงดิจิทัลสตาร์ทอัพจองสิทธิ์เช่าพื้นที่แล้วกว่า 25% นอกจากนี้ ยังมีอาคาร Digital Co-creation & Innovation Centre ที่อยู่ระหว่างเตรียมประกาศผู้รับจ้าง อาคาร Digital Edutainment Complex และอาคาร Digital Go Global Centre ซึ่งทั้งหมดจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2566

พระมหาไพรวัลย์ จี้ "พศ." ชง "มส." คืนสมณเพศให้กับอดีตพระพรหมดิลก

 


เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563  พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนิสิตปริญญาเอก สาขาวิชาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้แสดงความเห็นต่อกรณีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อท.196/2561 คดีฟอกเงินทุจริตจัดสรรงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ของวัดสามพระยา ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปราบการทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา, กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กับอดีตพระอรรถกิจโสภณ (สมทรง อรรถกฤษณ์) และเลขาฯเจ้าคณะกรุงเทพ เป็นจำเลยที่ 1-2 โดยศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องความว่า  


ต้องไม่ใช่แค่เรื่องของการยกฟ้องแล้วให้จบกันไปอย่างนี้นะ ต้องไม่ใช่เรื่องของการบอกว่า "มันเป็นคราวเคราะห์หรือกรรมเก่าของจำเลยเอง" อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะต้องทำอะไรให้เป็นมาตรฐานกันเสีย ถึงเวลาที่จะต้องมาแก้ไขปรับปรุงในกฎระเบียบที่ไม่เป็นธรรม ที่ขัดต่อหลักของสิทธิและเสรีภาพ พระก็พลเมือง ควรได้รับการปฎิบัติในทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมเสมอเหมือนกับผู้อื่น


ต่อกรณีนี้ ถึงในที่สุด ถ้าศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องอีก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ควรต้องออกมาทำอะไรเพื่อแสดงถึงการขอขมากรรมและการสำนึกผิดในสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปด้วย อาตมาอยากจะเสนอหรือจะบอกว่าเรียกร้องก็ได้ในเรื่องที่เป็นแนวทางซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสามารถทำได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ แนวทางที่อาตมากล่าวถึงมีอยู่ 3 ข้อ นั่นก็คือ


1. หากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องตามศาลอุทธรณ์ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอความเห็นให้มหาเถรสมาคมพิจารณาชำระอธิกรณ์ตลอดจนถึงคืนสมณเพศให้กับพระพรหมดิลก ในฐานะที่ท่านมิได้เป็นผู้มีมลทินมัวหมอง


2. ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกแถลงการณ์ประกาศยืนยันถึงความบริสุทธิ์ ตลอดจนถึงประกอบพิธีขอขมากรรมต่อพระเถระที่ถูกกล่าวหาให้เป็นผู้ต้องมลทิน


3. ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอไปยังรัฐบาลเพื่อให้พิจารณาคืนสมณศักดิ์ให้กับพระเถระเหล่านั้นด้วย


นี่เป็นสิ่งที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติควรกระทำนะ และอาตมาก็หวังว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะทำด้วย  ทำเพราะเห็นแก่ความเป็นธรรม ทำเพราะเห็นแก่ความยุติธรรม อย่าให้สังคมไทยเวียนวนอยู่แบบนี้อีกเลย  อย่าให้ในอนาคตมีพระที่ต้องมีชะตากรรมอย่าง พระพิมลธรรม หรือพระพรหมดิลกอีกเลย


พร้อมกันนี้ดร.แสวง นิลนามะ ได้โพสต์ข้อความเป็นโครงสี่สุภาพ ความว่า 

 

กลับสู่สมณเพศ..........วิเศษสมัย

คืนร่มพระสงฆ์ไทย......มิ่งแก้ว

ครองธรรมวินัยไตร.....กาสาว์

คืนสุดยุติธรรมแล้ว.....เลิศหล้ามาเฉลิมฯ


รออวยสมณศักดิ์มอบ...พัดคืน ท่านเฮย

"พระพรหมดิลก"ยืน......แต่งตั้ง

อาวาส,ก.ท.ม.ผืน.........ผายหมด

มหาเถรควรเร่งรั้ง.........กลับฟื้นคืนสงฆ์ฯ


หยุดยื่นใครเล่าเลี้ยว....เยียวยา

ชุบชีพชูอาตมา............ผ่านไหม้

มัวหมองมืดมิดหา-........ใดพึ่ง

อิสรภาพสาบสูญใกล้....เกือบสิ้นชีวัง ฯ


เหมือนตายเกิดใหม่พ้น..ครหา

ป่วยหนักพักรักษา.........รอดพ้น

เรือแตกเวิ้งธารา............มหาสมุทร

เพียรว่ายวิริยะท้น.........สู่ด้าวแดนดิน ฯ

พิธา ดราม่ากลางสภาฯ ดึงลูกสาววัย 4 ขวบ โวยยุคประชาธิปไตยสลึงเดียว

 


23 ก.ย.63 - ที่อาคารรัฐสภา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจากความไม่ชอบธรรมและความล้มเหลวภายใต้ระบอบประยุทธ์ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในช่วงชีวิต จากกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง หรือ Disruption อย่างเร็วและแรงในทุกมิติ ประเทศไทยจึงต้องการระบบการเมืองที่มีประสิทธิภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และยึดโยงกับประชาชน สะท้อนหลักการอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ซึ่งการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีผลต่ออนาคตและความเป็นอยู่ของประชาชน เพราะถ้าการเมืองยังเหมือนเดิมจะเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขวางอนาคตของประเทศไม่ให้เปลี่ยนแปลงและพัฒนา


“รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มีความจำเป็นต้องแก้ไข ไม่ใช่เพราะเป็นเครื่องมือกลไกการสืบทอดอำนาจของ คสช. เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกที่ยื้อรั้งประเทศไทยกลับไปสู่อดีต เป็นการทวนเข็มนาฬิกา ย้อนยุคประเทศไทยให้ล้าหลังเพื่อกดทับให้อำนาจที่มาจากประชาชนอยู่ใต้อำนาจชั้นฟ้าที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่ให้อำนาจ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งเลือกนายกได้ คือ รัฐธรรมนูญปี 2521 ผ่านมาแล้วกว่า 40 ปี ปีนี้ผมอายุ 40 ปี เกิด ปี 2523 ยุคที่เรียกกันว่า ประชาธิปไตยครึ่งใบ ผมโตมาภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2521 ผ่านมา 40 ปี ลูกสาวผมเกิดมาในช่วงหลังรัฐประหาร 2557 มีหัวหน้าคณะรัฐประหารชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันท์โอชา และเป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนี้เธออายุ 4 ขวบแล้ว ประเทศเราก็ยังมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งเลือกนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยยังไม่ไปไหนวนเวียนอยู่กับที่ เหมือนม้าหมุน แค่เปลี่ยนจากประชาธิปไตยครึ่งเดียวในรุ่นพ่อ กลายเป็นประชาธิปไตยสลึงเดียวในรุ่นลูก”


นายพิธา กล่าวว่า การทวนเข็มนาฬิกาการเมืองไทยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 21 และปี 60 ก็มีนายมีชัย ฤชุพันธ์ มีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ


สำหรับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะถอนฟืนออกจากกองไฟได้ จะต้องโอบอุ้มความฝันของคนทุกกลุ่ม ทุกประเภท และการออกแบบรัฐธรรมนูญต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่มีข้อจำกัด ผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นตัวแทนกลุ่มทางสังคมหรือตัวแทนทางอุดมการณ์ที่หลากหลาย และมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ไม่ปล่อยให้สภาร่างรัฐธรรมนูญกลายเป็นกลไกในการสืบทอดอำนาจของการสืบทอดอำนาจอีกทีนึง ดังที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งการห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ จะไม่ช่วยให้ข้อเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริงได้ถูกพูดถึงด้วยเหตุและผลอย่างมีวุฒิภาวะ เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตยได้อย่างมั่งคงสถาพร


นอกจากนี้ ญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลยังได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจยับยั้งร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติของประชาชนได้ ถือเป็นประเด็นที่สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะการเอาพระราชอำนาจมาปะทะกับอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนอาจกระเทือนต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


“มีคนบางกลุ่มพยายามปลุกปั่นทำให้การเรียกร้องของนักเรียนนักศึกษาและประชาชนกลายเป็นปีศาจ ของสังคมไทย ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ความฝันของพวกเขาเป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญมาก พวกเขาฝันเห็นทุกคนเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย เป็นนิติรัฐ รวมทั้งฝันถึงสังคมที่จะไม่มีการรัฐประหาร ข้าราชการ ตุลาการ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ร่วมมือกับประชาชนไม่รับรองการรัฐประหารอีก และอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เริ่มต้นด้วย มาตรา 1 อย่างเรียบง่ายว่า อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน” นายพิธากล่าว


นายพิธา กล่าวด้วยว่า ขอวิงวอนสมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาล และ สมาชิกวุฒิสภา อย่าได้ทำตามคำสั่งของระบอบประยุทธ์ ถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องอยู่ฝั่งเดียวกับประชาชนซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติ หยุดกอดอดีตแล้วปล่อยประเทศไทยไปสู่อนาคตเสียที

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

เก็บให้ถึงบ้านอย่าไปทิ้งน้ำ กทม.บริการฟรีเก็บขยะใหญ่

 


วันที่ 22 ก.ย.63 นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานคร โดยสำนักสิ่งแวดล้อมร่วมกับทุกสำนักงานเขตจัดกิจกรรม “นัดทิ้ง นัดเก็บ ขยะชิ้นใหญ่” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทิ้งสิ่งของเหลือใช้ โดยเฉพาะขยะชิ้นใหญ่ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ครอบคลุมทั่วพื้นที่ทั้ง 50 เขตโดยหมุนเวียนให้บริการในชุมชนหรือหมู่บ้านที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งได้ดำเนินการตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 14 มิ.ย.2558 เป็นต้นมา โดยสำนักงานจัดการมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล สำนักสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานที่รวบรวมและรายงานผลการดำเนินงานให้ผู้บริหารกรุงเทพมหานครรับทราบ


สำหรับผลการดำเนินกิจกรรม “นัดทิ้ง นัดเก็บ ขยะชิ้นใหญ่” ของสำนักงานเขตต่างๆ พบว่า เดือน ส.ค.63 มีปริมาณขยะชิ้นใหญ่จาก 50 เขตทั่วกรุงเทพฯรวม 452.18 ตัน สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ 159.27 ตัน คิดเป็นร้อยละ 35.22 ซึ่งเขตที่มีปริมาณขยะชิ้นใหญ่มากที่สุดคือ เขตจตุจักร (24.65 ตัน) เขตสะพานสูง (24.00 ตัน) และเขตหนองแขม (22.72 ตัน) ในส่วนของผลการดำเนินงานรวมตั้งแต่ ต.ค.62-ส.ค.63 มีปริมาณขยะที่เก็บได้ทั้งสิ้นจำนวน 4,194.58 ตัน เป็นขยะที่สามารถนำกลับมาใช้ได้จำนวน 1,252.46 ตัน คิดเป็นร้อยละ 29.85 โดยขยะชิ้นใหญ่ประเภทเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสิ่งของต่างๆที่อยู่ในสภาพดีและสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ อาทิ เฟอร์นิเจอร์ จักรยาน กรุงเทพมหานครจะนำมารวบรวมที่ศูนย์การเรียนรู้ของเขต เพื่อซ่อมแซมแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ หรือนำไปดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่น ยางรถยนต์นำไปทำกระถางต้นไม้ โต๊ะ เก้าอี้ กระถางต้นไม้นำไปทำคอกหมักปุ๋ย เป็นต้น


ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งในการลดการสร้างขยะในกรุงเทพฯ ด้วยแนวคิด 3R (Reduce Reuse and Recycle : 3Rs) คือ ลดใช้ นำกลับมาใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ และยังเป็นการลดปัญหาการทิ้งขยะลงสู่แม่น้ำ คู คลอง ซึ่งจะสร้างปัญหากีดขวางทางระบายน้ำด้วย จึงขอเชิญชวนประชาชนนำขยะชิ้นใหญ่ที่ไม่ใช้แล้วมาตั้งวาง ณ จุดนัดทิ้ง ตามวัน เวลา และสถานที่ที่สำนักงานเขตกำหนด ทั้งนี้ 50 สำนักงานเขตจะจัดทำตารางนัดหมายจัดเก็บขยะชิ้นใหญ่และแจ้งให้ประชาชนรับทราบผ่านช่องทางต่างๆ เช่น เว็บไซต์ สำนักงานประชาสัมพันธ์ 

www.prbangkok.com, www.facebook.com/ prbangkok/, https://twitter.com/pr_bangkok, www.bkknowconnect.com/